ดร.ศิริฉัตร ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการ สถาบันโทนี่แอนด์กาย (ประเทศไทย) เผยว่า EXPRESSIONISM ถือเป็นคอลเล็คชั่นที่เกิดจากกระบวนความคิดสร้างสรรค์ ที่ต่อยอดมาจากคอลเล็คชั่นของฤดูกาลที่ผ่านมา (IDENTITY) ที่เน้นการค้นหาและเผยถึงความงามที่แท้จริงของแต่ละบุคคล มากกว่าการตามกระแสแฟชั่นหรือเกาะติดเทรนด์โลกจนลืมความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งจากปีที่ผ่านมาคอลเล็คชั่นดังกล่าวได้สร้างปรากฏการณ์ของการให้นิยามเทรนด์แฟชั่นไปทั่วโลก เช่นเดียวกับในปีนี้โทนี่แอนด์กายจึงได้ต่อยอดแนวคิดดังกล่าว และได้ขยายผลมาสู่ EXPRESSIONISM ซึ่งถือเป็นคอลเล็คชั่นไฮไลท์ของปีนี้ ที่จะมีการเปิดตัวไปทั่วโลก ต้อนรับสปริงค์ / ซัมเมอร์ 2007 ที่กำลังจะมาถึง
EXPRESSIONISM สร้างสรรค์ขึ้นจากแรงบันดาลใจที่ได้พบเห็นบทบาทและอิสระภาพของผู้หญิงทั่วโลก ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสง่างาม และความเด็ดเดี่ยว ในแง่มุมของความรู้สึก จิตใจ และบุคลิกของความงดงามอย่างมีตัวตน โดยคอลเล็คชั่นนี้ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อดึงความสง่างาม และสร้างความโดดเด่นและชัดเจนให้กับบุคลิกของผู้หญิงทั่วโลก ด้วยการนำเสนอเทคนิคการตัดซอยและทำสีที่แตกต่างจากรูปแบบการตัดซอยแบบเดิมๆ อย่างไร้ขีดจำกัด ดร.ศิริฉัตร กล่าวเสริม
  
โดยเทรนด์ผมฤดูกาลนี้ ได้แบ่งออกมาได้ถึง 3 สไตล์หลัก ได้แก่ Masculine, Floral และ Futuristic ซึ่งถือเป็นเทรนด์เด่นๆ ในฤดูกาลที่จะมาถึงนี้ โดย Masculine ถือเป็นเทรนด์เด่นของฤดูกาลที่เหมาะกับลุคเรียบๆ เท่ๆ เป็นรูปแบบที่สามารถปรับมาเป็นทรงผม Unisex ได้ โดยสไตล์ Masculine ถือเป็นเทรนด์เด่นที่โทนี่แอนด์กาย เลือกเป็นไฮไลท์สำหรับฤดูกาลนี้ ซึ่งจะเห็นสไตล์ดังกล่าวได้ในคอลเล็คชั่น EXPRESSIONISM ด้วยทรงผมประจำคอลเล็คชั่นทั้ง 4 ทรง ได้แก่ Offset Length, Seamless Teardrop, Texture Silhouette และ Shattered Edge
สำหรับ สไตล์ Floral ซึ่งถือเป็นสไตล์หวานที่ขาดไม่ได้ในฤดูกาลนี้ โดยจะเป็นทรงผมที่เน้นความหวาน แต่ซ่อนความมีเสน่ห์ของหญิงสาวที่น่าค้นหา โดยสไตล์นี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงผมยาวที่ไม่อยากตกเทรนด์ในยุคที่ผมสั้นมาแรงเช่นในฤดูกาลนี้ โดยสไตล์ผมยาวในคอลเล็กชั่นนี้จะเน้นการตัดซอยที่เพิ่มเลเยอร์ให้กับทรงผม และเน้นวอลุ่ม ในรูปแบบสวย หวาน แบบคลาสสิค
ปิดท้ายด้วยเทรนด์ผมล้ำสมัยกับรูปแบบ Futuristic ที่จะเผยให้เห็นแบบผมล้ำสมัยเหมาะกับสาวเปรี้ยวที่มีบุคคลิกโดดเด่น ซึ่งเหมาะทั้งกับผู้หญิงผมสั้นและผมยาวที่ต้องการเน้นความเด่นชัดของกรอบหน้า โดยไฮไลท์ของคอลเล็คชั่นนี้ คือ ผมยาวที่ใช้เทคนิคการซอยแบบไล่ระดับและเน้นการเพิ่มวอลุ่มบนผมด้านบน และผมบ็อบสั้นล้อมกรอบหน้า แต่เพิ่มความอ่อนนุ่มแบบผู้หญิงด้วยการซอยให้ปลายผมมีความเบาขึ้น
เทรนด์ผมสำหรับผู้หญิงในปีนี้ ถือว่าผมสั้นเป็นเทรนด์ที่มาแรงมาก โดยเฉพาะผมบ็อบที่มาแรงตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งใน ซีซั่นนี้ผมบ็อบจะมีลูกเล่นมากขึ้นกว่าเดิม โดยจะเป็นบ็อบที่มีความเบาสบายมากขึ้น ไม่ใช่ผมบ็อบที่เน้นกรอบใบหน้าอย่างที่ผ่านมา ส่วนหญิงสาวที่ยังคงชอบผมยาวนั้น ยังสามารถอินเทรนด์ได้ ด้วยรูปแบบการตัดซอยที่เน้นการเพิ่มเลเยอร์ของชั้นผมและเน้นการเซ็ทที่เพิ่มวอลุ่มให้กับทรงผม หรือคนที่ชอบผมหยิกหรือเป็นลอน เทรนด์ในปีนี้จะเป็นลอนใหญ่ๆ ทั้งศีรษะ ที่เน้นวอลุ่มของทรงผมเช่นกัน ดร.ศิริฉัตร กล่าวเสริม
นอกจากนี้ สำหรับเทรนด์สีผมที่มาแรงในซีซั่นนี้ จะมี 2 แนว คือ โทนสีดำ หรือ ดำน้ำเงิน / น้ำตาลเข้ม ที่มาคู่กับสีแดงหรือน้ำตาลปนแดง และ โทนสีบรอนด์ทอง / สีบรอนด์เงิน ที่มาคู่กับสีพาสเทลอมชมพู / ม่วง / หรือส้มอ่อนๆ แบบเปลือกลูกพีช โดยในซีซั่นนี้สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของการทำสีผม คือ เทคนิคการทำสี แบบไร้ขีดจำกัด โดยการเพิ่มลูกเล่นของการทำสีหรือทำไฮไลท์เพื่อการสร้างมิติของทรงผม เช่น การทำไฮไลท์เป็นแถบๆ ซึ่งในผมทรงหนึ่งอาจมีสีผมหรือสีไฮไลท์มากกว่า 2 สี ด้วยเทคนิคที่เรียกว่าการเพ้นท์ (Paint) ซึ่งเทคนิคนี้กำลังอินท์มากๆ โดยช่างผมอาจเลือกจับคู่สีที่เหมาะกับสีผม และสีผิวของคนเอเซีย
ทั้งนี้ สำหรับเทรนด์ผมสำหรับชายหนุ่ม ในปีนี้เทรนด์ผมสำหรับผู้ชายจะเน้นความเป็น Unisex มากขึ้น คือ ผู้ชายสามารถทำผมทรงเดียวกับผู้หญิงได้ เนื่องจากปีนี้เทรนด์ผมของผู้หญิงจะเป็นสไตล์ผมสั้น เรียบ เท่ แต่อาจจะเพิ่มความเท่ให้ความชายหนุ่ม ด้วยเทคนิคการตัดซอยที่ไล่ระดับไม่เท่ากัน เน้นผมที่มีวอลุ่ม หรือหยักศกอ่อนๆ
และสิ่งที่ต้องเน้นสำหรับคนที่อยากอินเทรนด์แบบง่ายๆ คือ การเซ็ทผมในฤดูกาลนี้จะเน้นลุคที่ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับทรงผม โดยใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่บริเวณปลายผมในปริมาณน้อยๆ และสำหรับคนผมดัดหรือผมลอน ควรใช้มูสจับลอนในตอนที่ผมแห้งแล้วในปริมาณน้อยๆ เช่นกัน
โทนี่แอนด์กาย สถาบันออกแบบทรงผม ที่มีต้นกำเนิด ณ ประเทศอังกฤษ มากว่า 40 ปี และประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง จนได้รับการยอมรับว่าเป็นสถาบันออกแบบทรงผมที่มีมาตรฐานสูงสุดระดับโลก ปัจจุบันมีทั้งหมด 400 สาขาทั่วโลก โดยมี 200 สาขาในอังกฤษ และอีกกว่า 200 สาขาทั่วโลก เช่น อเมริกา ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เยอรมัน ญี่ปุ่น ฮ่องกง และสิงคโปร์ โดยผู้ที่จะซื้อสิทธิเฟรนไชน์ต้องได้รับการฝึกฝน และทำงานในสถาบันโทนี่แอนด์กาย ณ กรุงลอนดอน อย่างน้อย 2 ปี จึงสามารถรับสิทธิ์บริหารเฟรนไชส์โทนี่แอนด์กายได้ ทั้งนี้เพื่อควบคุมมาตรฐานของโทนี่แอนด์กาย ให้เท่าเทียมกันทั่วโลก
|